28
Nov
12

Back to 1942


ไม่กี่วันมานี้ มีการเปิดตัวหนังเรื่องใหม่ของจีนที่ชื่อว่า 1942 “一九四二” หรือ “Back to 1942” ภาพยนต์โดย เฝิงเสี่ยวกัง ผู้กำกับเรื่อง “After Shock” ซึ่งหลายคนที่ได้เคยชมคงทราบดีถึงฝีมือและความลึกซึ้งของอารมณ์ในหนังของเขาดี เรื่องนี้ก็คงไม่ต่างกัน เฝิงเสี่ยวกังเป็นผู้กำกับที่ผมถือว่าเขาสะท้อนภาพความเป็นจริงของจีนได้อย่างเป็นจีนมากคนหนึ่ง

1942 พูดถึงเหตุการณ์ความอดอยากครั้งใหญ่ของมลฑลเหอหนาน ในปี 1942 โดยความอดอยากครั้งนี้ มีผู้คนต้องล้มตายไปกว่า 3 ล้านคน ที่น่าอัปยศกว่านั้นคือ รัฐบาลกลับไม่รับรู้(หรือแกล้งไม่รับรู้) ว่ามีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริง จนกระทั้งนักข่าวชาวอเมริกา Theodore Harold White(นำแสดงโดย Adrien Brody-ดารานำชายในเรื่อง The Painist) ได้ตีแผ่พิมพ์ภาพถ่ายที่ตนเองไปถ่ายมาในหนังสือพิมพ์ ซึ่งในภาพข่าวนั้นเป็นภาพคนกินคน โดยในภาพยนต์ใช้ภาพสุนัขแทะศพแทน (ไม่ขอนำภาพอันน่าสลดใดๆมาลงในที่นี้)

ประเทศจีนที่ชาวโลกเห่อเหิมเฟื่องฟูกันทุกวันนี้ ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านสงคราม ผ่านความอดอยากหิวโหยมานับครั้งไม่ถ้วน บันทึกประวัติศาสตร์จีนบันทึกไว้ว่า ในประวัติศาสตร์จีนกว่า 3,000ปีมีทุกขภิกภัยที่นำไปสู่ความอดยากครั้งใหญ่ๆกว่า 5,000 ครั้ง ลำพังในมลฑลเหอหนานเอง มีบันทึกไว้หลายต่อหลายหน้า โดยคำอธิบายหายนะมักลงท้ายว่าถึงขนาด “คนกินกันเอง” ครั้งเมื่อปี 1942 ก็เช่นกัน (ลองคิดถึงแผ่นดินไทยดูนะครับ แล้วจะรู้สึกดีใจที่ได้เกิดมาบนแผ่นดินไทยนี้ ถึงจะมีภัยแล้ง มีหายนะภัยบ้าง แต่ก็คงไม่ถึงขนาดนั้น)

เมื่อภัยแล้งมาเยือน ผู้คนถึงขนาดต้องกินเปลือกไม้เพื่อดำรงชีพ แม่บางคนต้องต้มศพลูกของตนกินเพื่อประทังชีวิตรอด เมื่อนักข่าวเข้าไปถามว่าทำไมจึงต้มลูกตัวเองกิน แม่คนนั้นหันกลับมาบอกว่า “ฉันไม่ได้ฆ่าลูกฉัน ลูกฉันตายแล้วจึงค่อยต้มมากิน”

รัฐบาลจีนซึ่งอยู่ในสภาพอ่อนแอ จำต้องเจียดเสบียงในการรบส่วนหนึ่งเข้าช่วยเหลือผู้อดอยากอย่างไม่เต็มใจนัก ซ้ำร้าย สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของจีนในขณะนั้น เมื่อเดินทางไปที่สหรัฐอเมริกา ยังขอให้ประธานาธิปดีสหรัฐปลด Theodore ออกจากหนังสือพิมพ์

ประธานธิปดีสหรัฐในขณะนั้นตอบกลับมาว่า “ในฐานะของประธานาธิปดีแห่งสหรัฐ ผมต้องขอบอกว่า ผมไม่มีอำนาจที่จะทำเช่นนั้นได้”

อันที่จริงแล้วความไร้เสถียรภาพการเมือง สงครามระหว่างมุ้ง ความอ่อนแอ และการคอรับชั่นก็เป็นเหตุให้รัฐบาลจีนไม่เต็มใจเข้าช่วยเหลือชาวเหอหนานผู้อดอยากในครั้งนั้นเช่นกันเพราะฝ่ายปกครองของแต่ละท้องที่ ต่างพยายามอ้างภัยแล้ง และความอดอยากของประชาชน เพื่อที่จะได้มาซึ่งเสบียงและข้าวของจากส่วนกลาง สิ่งที่ส่วนกลางส่งให้ อาจไม่ถึงมือผู้อดอยากจริงก็เป็นได้

ในภาพยนต์มีคำพูดของนายทหารคำพูดนึงซึ่งน่าครุ่นคิดอย่างมาก ว่า

“ชาวบ้านอดตายไป ยังไงแผ่นดินนี้ก็ยังได้ชื่อว่าเป็นแผ่นดินจีน
แต่หากทหารอดตายหมด จีนจะไม่เหลืออีกต่อไป!”
“俄死一个灾民地方还是中国的. 如果当兵的都饿死了,我们就会亡国"

เมื่อมีคนถามเฝิงเสี่ยวกัง ว่ารู้สึกอย่างไรกับประโยคเช่นนี้ เขาให้คำตอบได้อย่างน่าฟังแล้วคุณหละครับ คิดอย่างไรกับประโยคนี้…


2 Responses to “Back to 1942”


  1. November 29, 2012 at 1:55 pm

    อ่านบทความคุณอ๋องแล้วได้ข้อคิดดี ๆ เสมอ
    คุณอ๋องลงเรื่องงิ้ว ที่ผมไม่สันทัดเสียหลายตอน จึงได้แต่อ่านไม่กล้าคอมเมนต์เลย

    “ชาวบ้านอดตายไป ยังไงแผ่นดินนี้ก็ยังได้ชื่อว่าเป็นแผ่นดินจีน
    แต่หากทหารอดตายหมด จีนจะไม่เหลืออีกต่อไป!”
    ไม่เห็นด้วย เพราะพอชาวบ้านอดตาย ทหารเองก็ไปรบจนตาย และจะเอาชาวบ้านที่ไหนมาเกณฑ์เป็นทหารเพิ่ม

    • November 30, 2012 at 4:31 pm

      ขอบคุณสำหรับคำทักทายติชมเสมอนะครับ

      เห็นด้วยกับคุณสามก๊กวิทยาเรื่องความเห็นที่ว่าด้วยทหารอดตายหรือประชาชนอดตาย….ทางเฝิงเสี่ยวกังให้ความเห็นกับประโยคนี้ว่า “ตัวผมเองถือชีวิตเป็นสิ่งสำคัญสุด มีชีวิตครอบครัวจึงอยู่รอด ครอบครัวรอด ชาติจึงรอด ไม่ควรมีอะไรมาพันธนาการกับเราจนชีวิตเราต้องสูญไป แต่(ก็แปลก)เรามักจะยินยอมพันธนาการชีวิตตัวเองด้วยอะไรเทือกนี้ก็เสมอ”

      ปล.ยินดีกับบล็อกของคุณสามก๊กวิทยาด้วยนะครับ สำหรับราววัลชนะเลิศ ทั้งเนื้อหาทั้งการจัดวาง น่าติดตามและสวยงามดีจังครับ


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s


30 เรื่องล่าสุด

Enter your email address to subscribe to this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 45 other followers

Flickr Photos

More Photos

%d bloggers like this: