24
Mar
12

พิธีกรรมวันเช็งเม้ง สติ และ อารมณ์


ชาวจีนแบ่งช่วงเวลาการผันเปลี่ยนของสภาพอากาศในหนึ่งปี มี 24 ช่วง
โดยให้ช่วงครึ่งแรกของเดือน 3 ของปฎิทินจันทรคติเรียกว่าช่วงเช็งเม้ง
นับตามปฎิทินสากลจะตกในช่วงวันที่ 21-22 เดือนมีนาคม ถึงวันที่ 4-5 เดือนเมษายน
จัดเป็นช่วงที่อากาศอบอุ่น ฟ้าใส(เช็ง)และแสงอาทิตย์ส่องสว่าง(เม้ง)

สำหรับวัฒนธรรมของชาวไทยเชื้อสายจีน คำว่าเช็งเม้งมักคุ้นกันในชื่อเทศกาล
ปัดกวาดและไหว้สุสานบรรพบุรุษ ที่มาที่ไปของเทศกาล มีหลากหลายที่มาและตำนาน
หาได้ไม่ยาก เพื่อความกระชับของบทความนี้ และด้วยเจตนาของบล็อกนี้ที่ต้องการ
เพิ่มความหลากหลายของเนื้อหาสาระในโลกไซเบอร์ จึงขอข้ามเนื้อหาส่วนนี้ไปก่อน

พิธีกรรมต่างๆของชาวจีนมักมีมากมายหลายขั้นหลายตอน และเมื่อผ่านมาถึงยุคปัจจุบัน
ก็ต้องเผชิญกับการท้าทายของโลกสมัยใหม่ ว่าเป็นวัฒนธรรมอันดีงาม หรือเป็นสิ่งงมงายกันแน่
ฝ่ายที่บอกว่าเป็นวัฒนธรรมที่ลึกซึ้งและดีงาม ก็เปลี่ยนคำอธิบายพิธีกรรมนี้ว่าเป็นสร้างโอกาส
การสร้างเสริมความสัมพันธ์ในกลุ่มวงศ์ตระกูล ฝ่ายที่เห็นว่างมงายก็ย่อมเห็นการกระทำต่างๆเป็น
สิ่งฟุ่มเฟือยเกินจำเป็น ซึ่งถกกันในด้านเหตุผลที่มาที่ไปดูแล้วเหมือนจะถูกต้องและทรงภูมิปัญญา
ทั้งคู่

ซึ่งในวันนี้แทนที่จะมาถกกันเรื่องนี้ ซึ่งคงถกไม่มีวันจบสิ้น จึงขอมองย้อนเพื่อทำความเข้าใจ
จะดีกว่า

พิธีกรรมต่างๆของชาวจีน โดยทั่วไปกล่าวได้ว่ามาจากปรัชญาแนวคิดของลัทธิหยู อันมี
ขงจื้อเป็นตัวแทนของผู้นำแนวความคิดนี้ แต่หากพิจารณาดูดีๆ ในความคิดของขงจื้อเอง
กลับไม่มีความเชื่อเรื่องผีสางเทวดาแต่อย่างใด

เมื่อจื่อลู่ศิษย์ของขงจื้อถามขงจื้อว่าจะปฎิบัติต่อผีสางเทวดาอย่างไรดี
ขงจื้อตอบว่า “เรื่องการปฎิบัติต่อคนยังไม่รู้ชัดเจน แล้วจะไปรู้เรื่องผีได้อย่างไร”

แล้วทำไมนักปรัชญาลัทธิหยู(ขงจื้อ)ในนามของขงจื้อ ยังให้เกิดการเซ่นไหว้ พิธีกรรมต่างๆ
มากมาย

ซ้ำนักปรัชญาลัทธิหยูยังเห็นพิธีเส้นไห้ว(โดยเฉพาะพิธีเส้นไหว้บรรพบุรุษ) เป็นพิธีที่สำคัญที่สุด
อันที่จริงพิธีกรรมเส้นไหว้มีมาก่อนยุคขงจื้อเนิ่นนานแล้ว แน่นอนย่อมเต็มไปด้วยเรื่องความเชื่อ
งมงายและเทพนิยายปนเป เป็นยุคผู้คนเชื่อถือผีสาง และเพื่อที่จะปรับแก้ความงมงายนี้นักปรัชญา
หยูก็เข้ามาอธิบายพิธีกรรมนี้ใหม่

ว่าเพราะจิตใจของคนมีสองด้าน คือด้านสติสัมปชัญญะ และ ด้านอารมณ์

เมื่อคนที่เรารักจากไปสติก็รู้ว่า ตายแล้วคือตายแล้ว และหากคนทำตามสติของตน บางที
อาจไม่ต้องการพิธีศพพิธีเส้นไหว้ก็ได้ แต่จิตใจคนมีอารมณ์และความรู้สึก เมื่อคนที่รักตายไป
ความหวังกลับคิดฝันให้คนรักฟื้นกลับมาใหม่ บ้างก็หวังว่าวิญญาณจะอยู่ในอีกโลกหนึ่ง
และหากทำตามความความคิดเพ้อฝันด้านนี้ก็คืองมงาย

เมื่อสิ่งที่รู้และสิ่งที่หวังขัดแย้งกัน

สติสำคัญสำหรับการใช้ชีวิต แต่ชีวิตก็ยังต้องการความพอใจด้านอารมณ์ด้วย ท่าทีของเรา
ต่อผู้ตายจึงต้องคำนึงทั้งด้านสติและอารมณ์ทั้งคู่

นักปรัชญาหยูได้ตอบโจทย์ให้เป็นที่พอใจของสติและอารมณ์ โดยการเปลี่ยนจากความงมงาย
เดิมให้เป็น”บทกวี”

ความงมงายและกวี ต่างก็เป็นการแสดงออกของจินตนาการผสมเข้ากับความเป็นจริง แต่กวีมิได้ถือ
จินตนาการเป็นความจริง สิ่งที่กวีพรรณนาไม่ใช่เรื่องจริง กวีเองก็รู้ว่าไม่ใช่เรื่องจริง อาจเรียกว่า
เป็นการหลอกตัวเอง แต่เป็นการหลอกโดยรู้สำนึกอยู่ แม้ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ แต่ก็ไม่ค้านวิทยาศาสตร์
เราได้รับความพอใจทางอารมณ์จากกวี ในขณะเดียวกันก็มีสติอยู่

อย่างที่ขงจื่อกล่าว่า “ปฎิบัติต่อคนตายเป็นคนตาย ถือว่าไม่มีเมตตาธรรม ไม่ควรทำ ปฎิบัติ
ต่อคนตายเป็นคนเป็น ถือว่าไม่มีสติ ไม่ควรทำ” นี่คือควรจะใช้วิธีสายกลางคือทำตามที่เรารู้
และก็ทำตามที่เราหวังด้วย นั่นคือ ปฎิบัติต่อคนตายอย่างจริงใจเหมือนกับเขายังมีชีวิตอยู่

สินจื่อ นักปรัชญาอีกท่านกล่าวว่า “อันพิธีกรรมนั้น คือพิธีปฎิบัติต่อความเป็นความตายของ
คนอย่างเคร่งครัด ความเป็นคือการเริ่มของชีวิต ความตายคือการสิ้นสุดของชีวิต ปฎิบัติต่อ
ความเป็นความตายของคนอย่างดี ก็ถือได้ว่า บรรลุมรรคแห่งมานุษยธรรมแล้ว เพราะฉะนั้น
สัตบุรุษจะให้เกียรติต่อความเป็นความตาย ให้เกียรติยามมีชีวิตอยู่และยามตายเหมือนกัน
การให้ความสำคัญยามมีชีวิต แต่ไม่ให้ความสำคัญยามตายแสดงว่าให้เกียรติเพราะเขาสามารถ
รู้ได้ และลบหลู่เพราะเขาไม่สามารถรู้ได้ นี่คือวิธีของคนชั่วร้ายและจิตใจของคนทรยศ”และ
“พิธีศพไม่ใช่อะไรอื่น เป็นพิธีทำเพื่อให้รู้ความหมายของความตายความเป็น เพื่อไว้อาลัยต่อ
ผู้ตายด้วยความเศร้า และคารวะ และกลบฝังซ่อนเร้นเรือนร่างของผู้ตายอันเป็นสิ้นสุด”

จะเห็นได้ว่าประเพณีพิธีกรรมต่างๆในลัทธิหยู เดิมทีเป็นการจัดการความสัมพันธ์ของสติ และ
อารมณ์ให้ก้าวเดินต่อไปอย่างมีมานุษยธรรมทั้งสิ้น ซึ่งเป็นเป้าประสงค์หลักข้อหนึ่งของแนวคิด
ลัทธินี้

การปฎิบัติต่อเทพเจ้าและบรรพบุรุษ เหมือนคนที่ยังมีชีวิตอยู่ จึงมีรากที่มาทางความคิดเช่นนี้
และก็เหมือนปรัชญาและแนวความคิดทางวัฒนธรรมทั่วไปที่เมื่อรากเติบโตแผ่ขยายไป แต่ละ
ปัจเจกชน แต่ละชุมชน และ แต่ละยุคสมัยย่อมให้ความหมายแตกต่างกันไปได้มากมาย

นอกจากนั้นเป็นสิ่งที่น่าสังเกตได้ว่า บรรดาเทพเทวดาต่างๆของจีน ส่วนใหญ่มักมีต้นกำเนิดของ
การได้เกิดมาเป็นคนที่มีคุณธรรมข้อใดข้อหนึ่งที่ดีงาม แล้วนานวันเข้าจึงได้รับการคารวะสักการะ
ไปเป็นเทพเทวดา ซึ่งต่างจากวัฒนธรรมอื่นอย่างเห็นได้ชัด ถ้ามองและสังเกต

วัฒนธรรมจีนจึงเป็นวัฒนธรรมบูชาคุณธรรมของบุคคลเดินดิน เทพยดาศาลเจ้าทั้งหลายจึงเต็ม
ไปด้วยเรื่องเล่าประวัติของเทพเจ้านั้นๆในตอนที่ยังเป็นคนอย่างเราๆท่านๆอยู่ ไม่ว่า กวนอู งักฮุย
เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ฯลฯ แม้แต่อากงอาม่าของเรา ก็กลายเป็นเทพเจ้าในบ้านได้อย่างกลายๆ

เช็งเม้งนี้ ขอให้สติและอารมณ์ที่ถูกเติมเต็มแล้วจงอยู่คู่ท่านครับ

————————————————————————————————————
แนวความคิดและเนื้อหาส่วนใหญ่ของบทความนี้ได้จากหนังสือ
“ปรัชญาจีน จากขงจื่อถึงเหมาเจ๋อตง”
ศาสตราจารย์ เฝิงอิ่วหลัน:เขียน / ส.สุวรรณ : แปล
————————————————————————————————————


0 Responses to “พิธีกรรมวันเช็งเม้ง สติ และ อารมณ์”



  1. Leave a Comment

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s


30 เรื่องล่าสุด

Enter your email address to subscribe to this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 45 other followers

Flickr Photos

More Photos

%d bloggers like this: