04
Mar
12

สะพานมาโคโปโล-ป้อมว่านผิง-อนุสรณ์สถานการต่อต้านสงครามญี่ปุ่นในจีน


“เมื่อออกจากนครหลวง และเดินทางไปสิบไมล์ ท่านจะมาถึงแม่น้ำที่ชื่อว่า ปูลิซันกัน…..
เหนือแม่น้ำสายนี้มีสะพานหินที่งดงามมาก อาจเรียกได้ว่าเป็นสะพานที่สวยงามที่สุดในโลกก็ได้
ความยาวสามร้อยก้าว กว้างแปดก้าว พอที่ชายสิบคนจะขี่ม้าเรียงหน้ากระดานได้อย่างสบาย
โครงโค้งรับสะพานยี่สิบสี่ช่วง ถ่ายน้ำหนักลงตอม่อที่ฝังลงน้ำยี่สิบห้าเสา ทั้งหมดสร้างด้วย
หินชนิดหนึ่งซึ่งมีสีเขียว โดยช่างผู้ชำนาญเป็นอย่างยิ่ง…
แต่ละด้านมีราวสะพานที่สวยงามมาก…สร้างจากแผ่นหินอ่อนและมีเสาตกแต่งอย่างปราณีต…
บนระดับสูงขึ้นไปของตัวสะพานมีเสาหินขนาดใหญ่ต้นหนึ่งตั้งอยู่บนหลังเต่าที่แกะสลักจากหินอ่อน
มีสิงโตตัวใหญ่ตั้งอยู่ใกล้ฐานเสา และมีอีกตัวอยู่บนยอด ทั้งยังมีเสาประดับอีกแบบ ตั้งอยู่ห่าง
จากเสาแรกประมาณหนึ่งก้าวครึ่ง บนเสาสลักสิงโตเรียงรายไปตลอดช่วงสะพาน…..”
The Travels of Marco Polo [Chapter27]

น่าเชื่อได้ว่า สะพานที่มาโคโปโลพูดถึงในบันทึกของเขาคือสะพาน หลู่โกว(卢沟桥)

มาโคโปโลเดินทางมาถึงดินแดนคาเธย์ในสมัยกุบไลข่าน…ราชวงศ์หยวน มองโกล
เป็นจุดสูงสุดทางอารยธรรมจีนที่นำหน้าเหนืออารยธรรมอื่นๆต่อเนื่องมาหลายศตวรรษ
หลังจากยุคนั้นเป็นต้นมา อารยธรรมทางตะวันตกจึงค่อยๆเจริญแซงหน้าอารยธรรมจีน

สะพานหลู่โกว อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้จากใจกลางเมืองปักกิ่งประมาณ 15 กิโลเมตร
ที่ได้ชื่อว่าสะพานหลู่โกวเพราะทอดข้ามแม่น้ำหลู่โกว (อีกชื่อหนึ่งเรียกว่าแม่น้ำหย่งติ้ง)

แม่น้ำสายนี้เป็นปราการธรรมชาติก่อนจะเดินทางเข้าเมืองเป่ยจิง หรือ ต้าตู ในสมัยนั้น
(มาโคโปโล บันทักว่าชื่อ tai du) สะพานนี้เคยเป็นสะพานทุ่นลอยน้ำมาก่อน จนในสมัย
อาณาจักรจิน(ก่อนมองโกลเข้ายึดจีน ช่วงก๊วยเจ๋งและอึ้งย้งพบรักกัน) ได้เริ่มก่อสร้าง
ขึ้นในปีค.ศ.1189 ใช้เวลาก่อสร้าง 3 ปี ด้วยเหตุผลด้านการขนส่งและการทหาร

ถ้านับประวัติศาสตร์ของสะพานนี้ อาจนับได้ว่ามีมายาวนานกว่า 800 ปี…ช่วงราชวงศ์
ผาเมือง ก่อนก่อตั้งอาณาจักรสุโขทัยเล็กน้อย(ขออ้างอิงกับประวัติศาสตร์เมืองเหนือ
เนื่องจากหนึ่งในผู้ร่วมทริปเป็นสาว?เหนือ)

ในรัชสมัยคังซี ค.ศ.1698 ได้ทำการซ่อมแซมสะพานนี้ขนานใหญ่เพราะเกิดอุทกภัย
จนสะพานพังเสียหายใ้ช้ไม่ได้ ซึ่งรูปลักษณ์ของสะพานที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ สืบเนื่องมา
จากการสร้างใหม่ในครั้งนี้ คำพรรณาของมาโคโปโลที่กล่าวว่ามีโครงโค้งรับสะพาน
ยี่สิบสี่ช่วงยี่สิบห้าเสา คงจะถูกเปลี่ยนเหลือโครงโค้ง 11 ช่วงในการสร้างใหม่ครั้งนี้

รูปลักษณ์ของสะพานนี้ที่เห็นในปัจจุบัน จึงมีประวัติศาสตร์มาประมาณ 300 ปีเศษ
ยุคพระเพทราชา ราชวงศ์บานพลูหลวง กรุงศรีอยุธยาตอนปลายๆ (อิงประวัติศาสตร์ลุ่ม
น้ำเจ้าพระยาเล็กน้อยเนื่องจากอีกคนในทริปเป็นหนุ่มปากเกร็ด)

อย่างไรก็ดี ขนบการสร้างสถาปัตยกรรมจีนในยุคโบราณที่มักยึดถือแบบแผนเดิม
คงทำให้สะพานที่ปรับปรุึงใหม่ ยังคงมีเค้าโครงคล้ายคำบรรยายของมาโคโปโลไว้

หลังจากการซ่อมสร้างครั้งนั้นเป็นต้นมา มีการซ่อมแซมปรับปรุงครั้งเล็กน้อยมาตลอด
ในคราวหนึ่งที่ฮ่องเต้กวงสู(光绪)ราชวงศ์ชิงสวรรณคต ต้องขนพระศพข้ามสะพานแห่ง
นี้ไปทางตะวันตก เนื่องจากโลงพระศพมีขนาดใหญ่มาก จำต้องรื้อราวหินสองฟากออก
แล้วต่อเติมพื้นไม้ขยายหน้ากว้างสะพาน หลังจากนั้นจึงนำราวหินที่รื้อออกไปติดตั้ง
เข้าที่เดิมใหม่….(รู้สึกเหมือนเขียน spec งานก่อสร้างชอบกล)

จากคำพรรณาของมาโคโปโล เขาคงเพลิดเพลินไปกับสิงโตหินที่สลักอยู่บนราวสะพานมาก
พอตัว เพราะหากทุกวันนี้ที่เราไปเยือนย่ำสะพานนี้อีกครั้ง ก็ไม่แน่ว่าจะสังเกตุและชื่นชมถึง
สิงโตหินมากมายเรียงรายตามราวกันตก

จนไกด์หลอกล่อลูกทัวร์ให้ออกเดินนับสิงโตหินบนสะพานนี้ว่ามีจำนวนเท่าไหร่….
เป็นวิชาบังคับของคณะทัวร์

นอกจากข่มกันด้วยจำนวนแล้วความรื่นรมย์ของมาโคโปโลอาจอยู่กับลีลาของสิงโตน้อย
จำนวนมาก….

สิงโตหินที่สลักเรียงกันอยู่สองฝั่งเรียบสะพาน ไม่มีตัวใดมีลีลาซ้ำกัน บ้างยกหัวเชิดอก
แหงนหน้ามองเมฆ บ้างจ้องมองเขม็งเฝ้าระวังสะพาน บ้างม้วนตัวหยอกล้อกันอยู่สองฟาก
ฝั่ง ที่สะพานทางด้านใต้ฝั่งตะวันออกมีตัวหนึ่งหูยกตั้งชัน เหมือนกับคอยฟังเสียงน้ำและ
เสียงผู้คนที่ผ่านไปมาทุกวัน…..

จำนวนล่าสุดของสิงโตที่บันทึกไว้ล่าสุดมีจำนวนทั้งสิ้น 485 ตัว สมบูรณ์บ้างไม่สมบูรณ์บ้าง
และรวมลูกเล็กเด็กแดงที่คลอเคลียอยู่รอบๆสิงโตแม่ด้วย ซึ่งลดลงจากที่เคยบันทึกไว้
ว่ามีถึง 627 ตัว แต่เนื่องจากกลายเป็นสะพานอนุรักษ์ จำนวนสิงโตหินคงไม่สูญพันธุ์ไปจาก
สะพานนี้ง่ายๆ

นอกจากสิงโตจำนวนมากสะพานแห่งนี้ยังได้ชื่อว่าเป็นสะพานหินที่เก่าแก่ที่สุดในปักกิ่ง
และเป็นสะพานหินโบราณที่ยาวที่สุดในเขตหัวเป่ย(จีนเหนือ)

หัวเป่ยประกอบด้วย ปักกิ่ง เทียนจิน เหอเป่ย ซานตง ซานซี และมองโกลเลียในบางส่วน

เทียบกับความเจริญของอารยธรรมต่างๆรอบโลกแล้ว ในดินแดนที่มาโคโปโลเดินทางผ่าน
มา สะพานแห่งนี้จึงเป็นสะพานที่ “สวยงามที่สุดในโลกก็ได้”ในสายตาของมาโคโปโล

ในปี ค.ศ. 1937 สะพานแห่งนี้กลับมามีชื่อเสียงอีกครั้งในเหตุพลิกผัน 7 กรกฎา….

ย้อนกลับขึ้นไปในช่วงก่อนหน้านี้ที่ญี่ปุ่นเริ่มแสดงเจตนาอย่างชัดแจ้งที่จะบุกรุกจีน

1927 กองทหารคันโตของญี่ปุ่นซึ่งประจำการอยู่ที่พื้นที่ที่ได้รับจากชัยชนะจากสงคราม
ญี่ปุ่น-รัสเซีย ทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน วางระเบิดเส้นทางรถไฟในเขตของตน แล้ว
กล่าวหาว่าเป็นการกระทำของกองทหารจีน

ญี่ปุ่นบุกเข้ายึดเสิ่นหยาง…. รัฐบาลก๊กมินตั๋งออกคำสั่งให้กองกำลังจีนห้ามต่อต้าน…..
ผลคือญี่ปุ่นยึดเสิ่นหยางได้ในวันรุ่งขึ้น พร้อมคืบเข้ายึดอีก 3 มลฑล..เหลียวหนิง จี๋หลิน
และ เฮยหลงเจียง

มกรา 1928 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีนถูกญี่ปุ่นยึดครองหมด

“หมาป่าที่ต้นน้ำกับลูกแกะปลายน้ำ ภาค 1″
—————————————————————————————————–
1932 จักรพรรดิปูยี จักรพรรดิองค์สุดท้ายของแผ่นดินจีน ขึ้นสถาปนารัฐใหม่ในชื่อ”แมนจูกั๋ว”
ในเขตตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ด้วยความช่วยเหลือของญี่ปุ่น แม้รัฐบาลก๊กมินตั๋งและ
นานาประเทศจะไม่รับรอง แต่ก็มีการเซ็นสัญญาสงบศึกกันในที่สุด

1937 ญี่ปุ่นทำการซ้อมรบอยู่แถบชานเมืองปักกิ่ง ในวันที่ 7 กรกฎาคม กองทหารญี่ปุ่นอ้าง
การหายไปของทหารนายหนึ่ง จึงขอเข้าค้นในเขตเมืองว่านผิง…ปลายอีกฟากหนึ่งของ
สะพานหลู่โกว ด้านเมืองปักกิ่ง

สะพานหลู่โกวในวันนั้น พื้นสะพานหินที่สึกหรอเป็นแนวคลื่นด้วยคันเกวียนล้อลาก
ถูกราดทับด้วยยางมะตอย เพื่อทำการลำเลียงขนส่งทางการทหารได้สะดวก

เย็นวันนั้นเอง ฝ่ายญี่ปุ่นยื่นคำขาดให้ฝ่ายจีนยอมให้ทหารฝ่ายญี่ปุ่นเข้าตรวจค้น มิฉะนั้น
ใน 1 ชั่วโมงจะยิงถล่มด้วยปืนใหญ่

จีนปฎิเสธ ญี่ปุ่นจึงระดมยิง จากอีกฟากของสะพาน กองทัพ 29 ของจีนทำการตอบโต้
นับเป็นเสียง”ปืนแตก”อย่างเป็นทางการของสงครามจีน-ญี่ปุ่น

“หมาป่าที่ต้นน้ำกับลูกแกะปลายน้ำ ภาค 2”
————————————————————————————————
จนถึงวันต่อมาจีนยังสามารถยันทัพญี่ปุ่นได้ด้วยกำลังเสริมที่มีมากกว่า จึงเกิดการเจรจา
หยุดยิง

ญี่ปุ่นให้ข้อแม้ว่าจะไม่บุกปักกิ่งและเทียนจิน ถ้า…..
-ฝ่ายจีนจะต้องปราบองกรณ์ต่อต้านญี่ปุ่นในเมืองทั้งสอง
-ฝ่ายจีนจะต้องรับผิดชอบเหตุปะทะ 7 กรกฎา
-ฝ่ายจีนจะต้องให้นายพลผู้บังคับบัญชากองทัพ 29 ขอขมาฝ่ายญี่ปุ่น

เมื่อจีนไม่สามารถยอมรับเงื่อนไขนี้ได้ทั้งหมด ฝ่ายญี่ปุ่นจึงเข้าโจมตีจีนด้วยกำลังเต็ม
อัตราศึก(การเจรจาคือการซื้อเวลารอกำลังเสริมนั่นเอง)

18 สิงหาคมในปีเดียวกัน ปักกิ่งถูกยึดครอง ญี่ปุ่นรุกคืบเข้าเทียนจิน

ปลายปีเดียวกันนั้นเอง จีนตอนเหนือทั้งหมดตกอยู่ใต้อำนาจของกองทัพลูกพระอาทิตย์

“หมาป่าที่ต้นน้ำกับลูกแกะปลายน้ำ ครบไตรภาค”
โศกนาฎกรรมของลูกแกะขี้โีรคแห่งเอเชีย….
————————————————————————————————
มันดูคุ้นๆว่านิทานอีสปเรื่องนี้ยังคงได้ใช้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
กล่าวหาว่ารังแกกัน
ตั้งเงื่อนไขที่เป็นไปได้ยาก
ลงมือทำในสิ่งที่กระหายอยากจะทำ!
————————————————————————————————
ควรจะกล่าวไว้ด้วยว่า ภายหลังจากวัน”ปืนแตก”ไปแล้วไม่นาน มีการพบทหารที่
หายไปนั้นโดยไม่ได้รับอันตรายแต่อย่างใด….

เสียง”ปืนแตก” ในเหตุพลิกผัน 7 กรกฎา (เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า เหตุพลิกผันสะพานหลู่โกว)
ได้ปลุกกระแสการต่อต้านญี่ปุ่นขึ้นในประชาชนชาวจีนทั่วไปทั้งประเทศ ประชาชนชาวจีน
ต้องต่อสู้อย่างต่อเนื่องอยู่ในสงครามต่อต้านญี่ปุ่นถึง 8 ปี

นอกจากบรรดาสิงโตที่น่ารักน่าชังที่เรียงรายตามราวสะพานหลู่โกว
ภายในกำแพงเมืองว่านผิงตรงข้ามหอรำลึกสงครามต่อต้านญี่ปุ่นแห่งประชาชนชาวจีน
มีลานใหญ่อยู่ลานหนึ่ง

กลางลานนั้นมีรูปสลักสิงโตหินขนาดใหญ่ แกะสลักหยาบๆแสดง Movement ของการตื่น
ขึ้นเมื่อได้ยินเสียง”ปืนแตก”ของการเข้ารุกราน ณ สะพานหลู่โกว เสียงปืนนัดนั้นได้เรียกร้อง
ให้ลูกแกะขี้โรคแห่งเอเชียตื่นขึ้นมา

ที่ป้ายชื่อรูปสลักนั้นคือ “ราชสีห์ตื่นจากหลับแห่งสะพานหลู่โกว”
(卢沟桥醒狮-lu3 gou1 qiao2 xing3 shi1)

ในบรรดาวะทะดังๆของโลกยังมีวาทะอีกหนึ่งที่อ้างถึงเกี่ยวกับประเทศจีนและราชสีห์ที่ตื่นขึ้นอีกคือ

ครั้งหนึ่งก่อนที่นโปเลียนจะได้เป็นจักรพรรดิ์ได้วาดมือลงบนส่วนแผนที่แผ่นดินจีน แล้วกล่าวว่า
“China is a sleeping lion and let her sleep. If she awakes the world will be in danger ”

————————————————————————————————–
ปัจจุบัน สะพานหลู่โกวเป็นหนึ่งในโปรแกรมการท่องเที่ยวปักกิ่งของคณะทัวร์ทั่วไป
นอกจากเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแล้ว ตัวสะพานยังคงใช้งานอยู่ เป็นสะพานข้ามฝั่งของ
ชาวบ้าน แต่ห้ามนำรถยนต์วิ่ง โดยให้รถยนต์วิ่งไปทางสะพานที่สร้างขึ้นใหม่สองสะพาน
ตามความเจริญของบ้านเมืองหลังสงครามอันยาวนานได้เสร็จสิ้นลง กลางสะพานเป็น
หินของพื้นสะพานเดิม ทิ้งร่องรอยที่พาดผ่านสะพานผ่านช่วงเวลา นับร้อยปี

พื้นเก่า และ พื้นใหม่
สองฟากฝั่งมีเหล็กกั้นไม่ให้สิงโตที่สลักไว้ตามราวชำชุดทรุดโทรมจากการสัมผัสไป
มากกว่านี้

เส้นทางกลับบ้านที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยว
การเข้าชมตัวสะพานต้องเสียค่าเข้าชม ยกเว้นแต่ชาวบ้านที่อยู่บริเวณนั้นที่มีบัตรผ่าน
หรือไม่ชาวบ้านที่ไม่อยู่บริเวณนั้นแต่เนียนนนนน

ปลายสะพานฝั่งเมืองปักกิ่ง จัดเป็นลานสาธารณะสำหรับการท่องเที่ยว มีรูปหินแกะสลัก
บอกเล่าเรื่องราวของสะพานนี้มากมาย พร้อมร้านขายของที่ระลึก

กำแพงเมืองว่านผิง บูรณะใหม่ แต่รัฐยังคงเหลือร่อยรอยปืนใหญ่บางส่วนไว้เป็นที่ระลึก
ที่ฐานกำแพงเมือง มีแนวก้อนหินสีดำมันขนาดใหญ่ สลักชื่อและเหตุการณ์ของผู้เสียชีวิต
ในสงครามต่อต้านญี่ปุ่นด้วยอักษรสีขาว วางเรียงรายเป็นแถวขนานแนวกำแพง

ด้านข้างกำแพงเมืองมีสวนสาธารณะต่อต้านสงคราม เสียค่าเข้าชม (ปิด 4 โมงเย็น
ไปไม่ทันได้แต่ถ่ายรูปจากรั้ว)

Sculptor ในสวนสาธารณะต่อต้านสงคราม
ภายในกำแพงเมืองว่านผิง มีร้านรวงมากมายตามที่สถานที่ท่องเที่ยวควรจะมี และมี
หอรำลึกสงครามต่อต้านญี่ปุ่นแห่งประชาชนชาวจีน(ปิด 4 โมงเย็นเหมือนกัน เข้าไม่ทัน)

หอรำลึกสงครามต่อต้านญี่ปุ่นแห่งประชาชนชาวจีน
การเดินทางนับว่าไกลจากตัวเมืองปักกิ่ง กินเวลายาวนาน บรรยากาศเหมือนนั่งรถจาก
สยามไปปากเกร็ดก็ว่าได้…..

จัดเป็นหนึ่งในโปรแกรมที่ลูกทัวร์ไทยได้ไปแล้วค่อนข้างอ้างว้างว่างเปล่าที่สุดในบรรดา
โปรแกรมทัวร์ปักกิ่งระยะสั้น กระนั้นก็ตาม หวังว่าทั้งผู้ที่ไม่เคยไปสัมผัส หรือเคยสัมผัส
สะพานหลู่โกวมาแล้ว จะรู้สึกได้เติมเต็มมากขึ้น หลังจากได้รับรู้เรื่องราวจากบทความนี้
———————————————————————————————–


0 Responses to “สะพานมาโคโปโล-ป้อมว่านผิง-อนุสรณ์สถานการต่อต้านสงครามญี่ปุ่นในจีน”



  1. Leave a Comment

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s


ยินดีต้อนรับเข้าสู่โลกของการแบ่งปันและเรียนรู้ครับ ถ้าถูกใจ Subscribe ได้เลยครับ

30 เรื่องล่าสุด

Enter your email address to subscribe to this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 45 other followers

Top Clicks

  • None

Flickr Photos

More Photos

%d bloggers like this: