24
May
11

อี้จงเทียน, Lecture room, สามก๊ก 3/3


สามก๊ก…

  ปี 221 BC. ฉินซีรวมจีนเป็นหนึ่ง สร้างสรรค์ Mega Project หลายแหล่ กำแพงเมืองจีน, ซุปเปอร์

ไฮเวย์, สุสานทหารดินเผา, ปฎิวัติเงินตรา, ปฎิวัติตัวอักษรฯลฯ ในเวลาสิบกว่าปี  (ว่างๆกทม.ควรเชิญ

มาเป็นที่ปรึกษาสร้างรถไฟฟ้า) แล้วฉินซีก็บัญญัติตำแหน่งฮ่องเต้ หวังให้ยิ่งใหญ่สุดในใต้หล้า สืบสาน

ต่อเนื่องไม่มีจบ

  แต่เพียงถึงปี 220, 221, 222 AD. ไล่เรียงกัน มีฮ่องเต้ขึ้น 3 องค์ในจีนเดียว อันได้แก่ โจผี เล่าปี่

และซุนกวน นี่คือที่มาของชื่อเรียกยุค “สามก๊ก”

  ผ่านไปอีก 1,000 ปี พ่อขุนบางกลางหาว เริ่มตั้งอาณาจักรสุโขทัย ที่จีน หลัวกว้านจง(1330-1400

AD.) ร้อยเรียงเรื่องราวพงศาวดารสามก๊ก ด้วยคงเห็นอนิจังของใต้หล้า จึงเริ่มต้นพงศาวดารสามก๊ก

ด้วยประโยคที่ว่า

“อันแผ่นดินสงบสุขแล้วก็เป็นศึก ครั้นเป็นศึกแล้วก็กลับมาสงบสุข”

เป็นอันว่าเรื่องนี้ เฉลยตอนจบไว้ตั้งแต่ประโยคแรก…

  สามก๊กเป็นเรื่องจริงแต่งเติมขึ้น บางคนว่าเป็นเรื่องจริง 70% เรื่องแต่ง 30% ต้นฉบับประโยคภาษา

จีนใช้คำว่า “เป็นเรื่องจริง 7 ส่วน เป็นเรื่องแต่ง 3 ส่วน”

  คนจีนชอบใช้อัตราส่วน 7 ต่อ 3 (ให้เต็มเท่ากับ 10 ไม่ใช่ 100) ใครจะถือตัวเลขจริงจังคงต้องระวัง

เพราะนี่คือกับดักทางภาษาตัวเลขที่ว่า 7 หรือ 3 ไม่ได้หมายความเป็นสัดส่วนจริงจัง ใช้ภาษาฝรั่งคง

เขียนเป็น “Base on true story.” ก็เท่านั้น

————————————————————————————————

  ใครๆอ่านสามก๊กได้จบต่างบอกว่าสนุกสนาน(คนที่รู้สึกไม่สนุก คงไม่ทนอ่านจนจบ) แต่ในความสนุก

ที่ระหว่างบรรทัด และ magin ซ้ายขวาบนล่าง ปูลาดไว้ด้วยความสยดสยอง เพราะนั่นคือเศษซากกอง

กระดูกอาตี๋ อาหมวย อาเจ็ก อาแป๊ะ หม่องฯลฯ บ้างตายเพราะอาวุธ บ้างเพราะอดอยาก ถึงขนาดต้อง

กินกันเอง ซากศพนับล้านที่เรียงตัวปรักเป็น Background อยู่ในพงศาวรดารชิ้นเอกของจีนชิ้นนี้มีหนึ่ง

ในหลักฐานจากกลอนที่ โจโฉ เขียนขึ้นว่า

“กระดูกขาวพราวทุ่งถิ่น พันลี้สิ้นเสียงไก่ขัน

ราษฏร์ร้อยรอดหนึ่งครัน คิดแล้วพรั่นบั่นทรวงใน”

(จาก โจโฉ โจสิด โจผี ยอดกวียุคสามก๊ก – ยง อิงค์เวทย์)

เพราะว่าสามก๊กอยู่ในยุคแห่งสงคราม ย่อมพูดถึงสงคราม และ ความทะเยอทะยาน คนจีนจึงให้เรทสามก๊ก

ไว้ที่ NC+17 (No One 17 And Over Admitted=ผู้ใหญ่ ไม่ควรอ่าน)

โดย ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเขาเหลียงซาน ไซอิ๋ว และความฝันในหอแดง ได้เรทNC-17,NC-13และ NCG

ห้าม วัยรุ่น เด็ก และสตรี อ่านโดยไร้คำแนะนำ ตามลำดับ

คนไทยจึงมีคำกล่าวว่า “อ่านสามก๊กจบสามรอบคบไม่ได้”

แต่ดอกส้มสีทองติดเรท +18 แล้วโด่งดังขึ้นฉันใด สามก๊ก เมื่อโดนติดเรท ก็โด่งดังขึ้น ฉันนั้น อันที่จริง

ควรเรียกเป็นกลยุทธทางการตลาดที่ไม่ได้ตั้งใจมากกว่า

นอกจากสงคราม ความทะเยอทะยาน สามก๊ก ยังเต็มไปด้วย กลยุทธต่างๆมากมาย ซึ่งเป็นอีกที่มาที่ว่า

ทำไมคนอ่านสามก๊ก แล้วได้ชื่อว่าเจ้าเล่ห์เพทุบาย

เดี๋ยวก่อน! อย่าเพิ่งด่วนสรุปไป… Stereotype ไม่ใช่แว่นตาชั้นดีที่เราจะใช้มองโลกเห็นใจเรยา ก็

ไม่ได้เท่ากับว่า ต้องชอบเป็นเมียน้อย อ่านเรื่องของคนเจ้าเล่ห์ ทำให้รู้จักเล่ห์กลก็จริง แต่ใครจะนำไปใช้

ไปป้องกันอย่างไร เป็นเรื่องของจิตใจส่วนบุคคล ไม่เกี่ยวกับวรรณกรรม ซึ่งก็คือ”สองคนยลตามช่อง….”

บางคนเห็นดาว บางคนเห็นโคลน และเป็นไปได้ด้วยว่า บางคน ไม่เห็นอะไรเลย..

ประสบการณ์ก่อนอ่านและวัยที่ได้อ่านก็สำคัญ เด็กอ่านคงสนุกไปกับฝีมือของวีรบุรุษอย่างกวนอู ลิโป้

วัยรุ่นอ่านก็อาจครึ้มเป็นหนุ่มพราวเสน่ห์อย่างจิวยี่ นักประวัติศาสตร์อ่าน อาจมองข้ามตัวละคอน แล้วเลือก

ดูจุดที่น่าเชื่อ ไม่น่าเชื่อ

เพราะสามก๊กเป็นเรื่องราวใหญ่ ประกอบด้วยผู้คนมากมาย มุมมองที่เลือกอ่านมากมาย และหลากหลาย

กลายเป็น “สามก๊กฉบับการ์ตูน” “สามก๊กฉบับนักบริหาร” “สามก๊กฉบับนายทุน” หรือแม้แต่เรื่องรักๆใคร่ๆ

ก็แตกยอดออกมาเป็น “ชีวิตรักของโจโฉ” ด้วยความหลากหลาย ยิ่งใหญ่ จึงมีคำกล่าวที่ว่า “ไม่ได้อ่าน

สามก๊กอย่าริคิดการใหญ่” ก็คงต้องถามกลับไปว่า ไม่ได้คิดการใหญ่ ก็ไม่ต้องอ่านสามก๊กสิ?

ผมเชื่อว่า นอกจากสงคราม ความทะเยอทะยาน และการใหญ่ ในสามก๊กยังมีเนื้อหาก้อนโตที่น่าสนใจ

ในเรื่องกลเม็ดเคล็ดลับในการเป็น เจ้านาย ลูกน้อง เพื่อน และศัตรู ถึงกับสรุปได้ว่า

“ถ้าคุณเป็นลูกน้อง ให้ลองอ่านสามก๊ก”

“ถ้าคุณเป็นเจ้านาย ควรต้องอ่านสามก๊ก”

“ถ้าคุณมีเพื่อน ก็ให้ลองอ่านสามก๊ก”

“แล้วสุดท้ายเมื่อไหร่ถ้าคุณมีศัตรู คุณกำลังต้องการอ่านสามก๊กอย่างยิ่ง(แต่คงไม่ทันแล้วแหละ :D)”

ไม่มีหนังสือเล่มไหนที่คนเราจำเป็นต้องอ่าน หรือไม่อ่านแล้วชีวิตจะสิ้นหรอกครับ การอ่านหนังสือก็แค่คือ

การได้รับประสบการณ์ทางลัดรูปแบบนึง ไม่สลักสำคัญอะไรเล้ยยยย จิงจิ้งงงง เพียงแต่อย่าให้วันนึงเรา

ต้องพูดคล้ายๆกับ นายทหารใหญ่ของไทยท่านหนึ่งใน พ.ศ.2554 หลัง พ่อขุนบางกลางหาว ตั้งสุโขทัย

6-700 ปีถัดมา ที่ต้องพูดประโยคที่ว่า

“ถ้าผมได้อ่าน The Prince* ก่อนผมคงไม่ตัดสินใจ ปฏิวัติรัฐประหาร 19 กันยายน”

จบที่หนังสืออีกเล่มซะงั้น!?!?!

——————————————————————————————————-

The Prince* เขียนโดยแมคเคียเวลลี

เป็นชาวฟลอเรนซ์ อิตาลี มีชีวิตอยู่ในสมัย

คริสต์ศตวรรษที่ 15 – หนังสือกล่าวถึง

ศาสตร์การใช้อำนาจของผู้ปกครอง ที่ใช้

ด้านมืดของคนมาอธิบายความสำเร็จและ

ล้มเหลวในการปกครอง



3 Responses to “อี้จงเทียน, Lecture room, สามก๊ก 3/3”


  1. August 4, 2011 at 12:02 pm

    ป้าอายุ 15 อ่านได้ไม่ต้องมีใครแนะนำค่ะ

    • August 4, 2011 at 10:15 pm

      555

  2. September 12, 2014 at 4:12 am

    My relatives always say that I am wasting my time here at web, however I know I am getting knowledge
    all the time by reading thes nice articles or reviews.


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s


30 เรื่องล่าสุด

Enter your email address to subscribe to this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 45 other followers

Flickr Photos

More Photos

%d bloggers like this: